top1

ประภาคาร คือ หอคอย หรือสิ่งก่อสร้างที่สูงเด่น มองเห็นได้ไกล มีไฟสัญญาณที่มีความสว่างมาก ติดตั้งอยู่บนยอด เพื่อเป็นที่หมายนำทางให้กับชาวเรือไปสู่จุดหมายที่ถูกต้อง ตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า Lighthouse โดยทั่วไปจะก่อสร้างขึ้นที่ปากทางเข้าท่าเรือ อ่าว หรือ เเม่น้ำ ที่มีความสำคัญ เเละจำเป็นต่อการเดินเรือ หรือก่อสร้างตามตำบลที่ที่จะเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ เช่นที่ตื้น หินใต้น้ำ ร่องน้ำ ปกติจะมีคนเฝ้า เพื่อเเก้ไขข้อขัดข้อง เช่นไฟดับ หากไม่เเก้ไขในทันทีอาจเกิดอันตราย เช่น เรือชนกัน หรือ ติดตื้น

ส่วนตำบลที่มีความสำคัญไม่มากนัก แต่ก็มีความจำเป็นก็สร้าง “กระโจมไฟ” (Light Beacon) ซึ่ง
ไม่ต้องมีคนคอยเฝ้า เเต่ใช้เครื่องอัตโนมัติควบคุมการส่งสัญญาณให้เห็นในเวลากลางคืน เเละดับในเวลากลางวัน หากไฟสัญญาณขัดข้องก็ส่งคนไปเเก้ไขภายหลัง

“ประภาคาร” ได้มีการก่อสร้างขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในขณะนั้นได้สร้างประภาคารขึ้นที่ปากน้ำเจ้าพระยา ได้ส่งให้พระสยามธุรพาห์กงสุลไทยที่กรุงลอนดอน เป็นผู้ซื้อตัวเรือนตะเกียงส่งมาให้ และท่านได้ควบคุมการก่อสร้างตัวประภาคารเอง ได้เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2413 สร้างเสร็จเปิดใช้ได้ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2417

{ ก่อน พ.ศ.2447 }

กระโจมไฟแหลมสิงห์ในอดีตเป็นเสาไม้สัก ในเวลากลางคืนใช้ตะเกียงน้ำมันจุดช่อขึ้นบนยอดเสาที่ปลายข้างหนึ่งถ่วงด้วยตุ้มเหล็กสานด้วยหวาย เพื่อให้ชาวเรือเป็นที่สังเกต เมื่อเวลาเรือผ่านเข้า-ผ่านออก ต้องชักธงขึ้นลงถามเป็นสัญญาณและคารวะกัน เวลากลางวันดับ

{ มกราคม พ.ศ.2447 }

เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.2447 หลังจากที่ “พระยาศรีสหเทพ” จัดการทั้งปวงเกี่ยวกับเรื่องฝรั่งเศสถอนทหารไปจากเมืองจันทบุรี และจัดการฉลองเมืองจันทบุรีเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระยาศรีสหเทพ ก็ได้เรียกพ่อค้าไทยจีนตองซูกุลาทั้งเขตแขวงเมืองจันทบุรีมาประชุมไต่ถามได้ความว่ามีความสุขสบายกันดี ไม่มีผู้ใดข่มเหงเบียดเบียนให้เดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง

พระยาศรีสหเทพได้ไต่ถามถึงการจะบำรุงการเพาะปลูกแลการค้าขายต่อไปในภายภาคหน้าว่ามีความคิดเห็นเป็นประการใด บรรดาพ่อค้าไทยจีนตองซูกุลาทั้งหลายก็ได้ให้ความเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า “ควรที่จะสร้างกระโจมไฟที่ปากน้ำบนเขาแหลมสิงห์เพื่อที่เป็นที่หมายในการเดินเรือจะเป็นประโยชน์แก่เรือของลูกค้าที่จะเดินทางไปเดินทางมาเป็นอันมาก”

พระยาศรีสหเทพจึงได้ให้ “นายเรือมกุฎราชกุมาร” ไปตรวจแลกะที่เสร็จแล้ว และขอให้กรุยร่องน้ำแต่ปากน้ำแหลมสิงห์ไปถึงเมืองจันทบุรี เพื่อให้สะดวกแก่เรือขึ้นล่องเพราะน้ำในแม่น้ำตื้นมาก และพระยาศรีสหเทพได้สั่งให้พระยาวิชยาธิบดีลงมือทำ

{ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2447 }

มิสเตอร์ อาร์ ทอริซัน ที่ปรึกษาราชการกรมเจ้าท่า นำถวายรูปเขียนกระโจมไฟที่คิดจะทำขึ้นที่จันทบูรณ์ โดยเครื่องกระโจมไฟเหล่านั้นจะต้องเอามาจากเมืองอิงแลนด์ จึงต้องใช้เวลาในการทำอยู่ใน 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ตกลงจึงจะแล้วได้

{ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2447 }

มิสเตอร์ อาร์ ทอริซัน ที่ปรึกษาราชการกรมเจ้าท่า เสนอให้กระโจมไฟจันทบูรณ์ใช้โคมชนิดชั้น 4 เห็นได้ไกล 12 ไมล์ ผู้เดินเรือจะสามารถเดินทางที่ถูกได้พ้นหิน “อรำบรา” และภัยอื่น ๆ

ห้างแมกกายแอลแมกอาเทอร์ แจ้งความมายัง กับตันอาร์ทอริซัน แจ้งราคาเครื่องสามขาไฟโคมที่ปากน้ำจันทบุรี แลเครื่องไม้ที่จะปลูกเรือน และทั้งก่อสร้างให้เสร็จในตำบลที่เจ้าพนักงานจะกะให้ คือ สามขาเหล็กชนิดอย่างดี สูง 15 ฟิต ทั้งมีโคมชนิดที่ 4 เป็นเงิน 8,960 บาท เรือนหลังละ 3,400 บาท

{ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2447 }

พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เรียนมายังท่านพระยาสหเทพ ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย์ ความว่าด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลมีรับสั่งว่า ตามที่ท่านทูลขอให้กรมเจ้าท่าเป็นธุระช่วยตรวจกะที่แล้วทำแบบซึ่งจะสร้างประภาคารไฟที่ปากอ่าวเมืองจันทบุรีนั้น ได้โปรดรับสั่งให้กรมเจ้าท่าตรวจคิดกะการแล้ว

กับตันนิลซันเทน ว่า ที่ตั้งประภาคารนั้นสมควรตั้งบนยอดเขาแหลมสิงห์ ซึ่งตั้งเสาธงอยู่ปัจจุบันนี้ เป็นดีกว่าแห่งอื่น ๆ กับตันทอริซันที่ปรึกษากรมเจ้าท่ายื่นรายงานส่งแบบอย่างประภาคาร แลแบบอย่างเรือนที่พักคนเฝ้ารักษาการที่ประภาคารมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ครั้ง 1 เป็นโคมหมุนมีแสงดูได้ไกล 5 ไมล์รวมราคาปลูกสร้างเสร็จเป็นเงิน 7,800 บาท ซึ่งได้โปรดให้ท่านดูแบบอย่างที่กระทรวงนครบาลแล้ว

แต่ท่านกราบทูลว่าความประสงค์ที่จะตั้งประภาคารตำบลนี้จะให้มีแสงสว่างรับต่อกันกับแสงโคมประภาคารที่เกาะจวง เมื่อเรือเดินตามแนวตรงจะได้พ้นหินใต้น้ำตำบลที่เรียกว่าอับอำบรารอกนั้น จึงโปรดให้เจ้ากรมท่าคิดกะการใหม่

บัดนี้ได้รับรายงานกับตันทอริซันยื่นว่า ถ้าจะทำประภาคารเช่นนั้นต้องใช้โคมอย่างแรงที่สุดแลจะสิ้นเปลืองเงินที่ทำการปลูกสร้างเป็นอันมาก กับตันทอริซันจึงกะการสร้างประภาคารเพื่อราคาเยาลงเป็น 2 ตำบล คือที่แหลมสิงห์ตำบล 1 เป็นโคมอย่างชนิดที่ 4 เห็นได้ไกล 12 ไมล์ กับที่เกาะเสม็ดอีกตำบล 1 เป็นโคมอย่างชนิดที่ 6 เห็นได้ไกล 4 ไมล์ เมื่อเรือแล่นเห็นโคมทั้ง 2 ดวงนี้ต่อกันตลอดถึงโคมเกาะจวงแล้ว ก็จะเดินเรือพ้นภัยอันตรายได้โดยสะดวก ประมาณราคาเงินซึ่งห้างแมกกายแลแมกอาเทอร์เป็นผู้รับจะสร้างประภาคารแหลมสิงห์ เงิน 8,960 บาท ประภาคารเกาะเสม็ดเงิน 7,580 บาท เรือนที่พักคนรักษาการตำบลหนึ่งเงิน 3,400 บาท 2 ตำบลเป็นเงิน 8,960 บาท รวมทั้งสิ้นเงิน 23,340 บาท

ชื่อ

ประภาคารแหลมสิงห์

สถานะภาพ

ปกติ

ชื่อพระราชทาน

-

ที่ตั้ง - ตำบล

อ.แหลมสิงห์

จังหวัด

จันทบุรี

อักษรย่อ

FI(3)W 15sec 88m 10M

ลักษณะของไฟ

ไฟสีขาววับเป็นหมู่ 3 วับ ทุก 15 วินาที

รูปแบบ

เสาเหล็กโปร่ง 4 ขา

ละติจูด

12 - 28 -04.00 น.

ลองติจูด

102 - 03 - 41.60 อ.

สูงจากฐาน

6 เมตร

มองเห็นได้

10 ไมล์ทะเ้ล

{ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2448 }

ห้างมักไกย แอนด์แมคอาเทอร์ จะได้นำเครื่องประภาคารออกไปตั้งที่ยอดเขาแหลมสิงห์ เมืองจันทบุรี โดยเรือกลไฟ “เรือพระยม” จะออกจากกรุงเทพฯ ณ วันพุธที่ 7 เดือนนี้ ขอได้โปรดบอกไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อมีคำสั่งไปยังเมืองได้จัดเรือบรรทุกสิ่งของทั้งนี้ จากเรือกลไฟ “เรือพระยม” ไปขึ้นฝั่งด้วย สิ่งของที่จะต้องบรรทุกขึ้นนั้น ถ้าได้เรือขนาดระวางจุ 400 หาบ สัก 2 ลำ ก็เชื่อว่าพอแก่การ

ศาลาว่าการนครบาลมีหนังสือถึง พระยาวิชยาธิบดี แจ้งว่า ห้างมักไกย แอนด์แมคอาเทอร์จะได้นำเครื่องประภาคารออกไปตั้งที่ยอดเขาแหลมสิงห์ เมืองจันทบุูรี โดยเรือกลไฟ “เรือพระยม” ขอให้เมืองจันทบุูรีช่วยจัดเรือขนาดระวางจุ 400 หาบ สัก 2 ลำ รับสิ่งของจากเรือ “เรือพระยม” ไปขึ้นฝั่งด้วย

พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี จัดสั่งให้ หลวงพิศลสิขรคุณ นายอำเภอพลิ้ว จัดการเกณฑ์ขอแรงราษฎรขนเครื่องประภาคารขึ้นถึงยอดเขาเสร็จแล้ว ส่วนการตั้งประภาคาร มิสเตอร์แอนเดอซันแจ้งว่าจะเสร็จภายในกำหนดหนึ่งเดือน

{ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2448 }

มิสเตอร์แอนเดอซันจัดการตั้งประภาคารแหลมสิงห์สำเร็จแล้วแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ศกนี้ รวมเวลาทำการ 15 วัน ในคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ มิสเตอร์แอนเดอซันได้เริ่มทดลองจุดไฟ จุดอยู่ 4 คืน สังเกตดูไฟสว่างพอใช้

{ วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2448 }

มิสเตอร์แอนเดอซันกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมเครื่องเรือนออกไปสร้างที่พักผู้รักษากระโจมไฟต่อไป

{ วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2448 }

ห้างแมไคยแอนแมกกาเตอร์ แจ้งว่า ประภาคารแหลมสิงห์ได้สร้างเสร็จบริบูรณ์ถูกต้องตามหนังสือสัญญาแล้ว ขอให้จัดผู้ใดไปรับประภาคารแลสิ่งของเครื่องใช้สำหรับประภาคารรายนี้ด้วย

กรมเจ้าท่า ได้จัดให้กับตันทอริซัน ที่ปรึกษาแลผู้ช่วยคุมพนักงานคนการออกไปรับมอบประภาคารแลให้คนประจำอยู่ดูแลรักษา ณ ที่นั้นเสร็จแล้ว

{ 24 ธันวาคม พ.ศ.2462 }

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมเจ้าท่าโอนกิจการกระโจมไฟมาให้กองทัพเรือ แผนกที่ 7 กรมเสนาธิการทหารเรือมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล

โดย โย่ง แหลมสิงห์

line